วิธีลด Food Waste ทำง่ายที่บ้าน ช่วยโลกและประหยัดเงิน

ปัญหา Food Waste หรืออาหารเหลือทิ้ง กลายเป็นเรื่องสำคัญในยุคปัจจุบัน ไม่เพียงทำให้เกิดการสูญเสียทรัพยากร แต่ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย การจัดการอาหารอย่างชาญฉลาดสามารถช่วยลดของเสีย ประหยัดเงิน และสร้างประโยชน์ต่อโลกได้ Bygge จึงขอแนะนำ 4 วิธีลด Food Waste ที่ทำได้ง่าย ๆ ที่บ้าน เพื่อช่วยลดของเสีย ประหยัดเงิน และสร้างประโยชน์ให้สิ่งแวดล้อม:


วิธีลด Food Waste

1. วางแผนการซื้อวัตถุดิบ
ก่อนจะไปจ่ายตลาด ควรตรวจสอบของที่มีอยู่ในตู้เย็นและจัดลิสต์รายการวัตถุดิบที่จำเป็น การวางแผนล่วงหน้าจะช่วยให้คุณซื้อเฉพาะสิ่งที่ต้องใช้ ลดโอกาสซื้อเกินความจำเป็น และช่วยให้การทำอาหารในแต่ละสัปดาห์มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ การเตรียมเมนูล่วงหน้าสำหรับแต่ละวันยังช่วยให้ใช้วัตถุดิบได้ครบถ้วนและลดอาหารเหลือทิ้ง

วิธีลด Food Waste

2. จัดเก็บอาหารให้ถูกวิธี
การเก็บอาหารในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมช่วยยืดอายุอาหารให้นานขึ้น ควรแยกประเภทอาหารตามความเหมาะสม เช่น อาหารสดและผลไม้ควรแช่ในตู้เย็นหรือช่องแช่แข็ง ขณะที่อาหารแห้งหรือเครื่องปรุงสามารถเก็บในที่แห้งและเย็น การใช้ภาชนะที่มีฝาปิดหรือถุงซิปล็อกก็ช่วยป้องกันการเน่าเสียและรักษาคุณภาพอาหารได้นานขึ้น

วิธีลด Food Waste

3. ตรวจสอบวันหมดอายุ
การตรวจสอบวันหมดอายุเป็นวิธีง่าย ๆ แต่สำคัญมากในการลด Food Waste เมื่อรู้ว่าวัตถุดิบตัวไหนใกล้หมดอายุ เราสามารถวางแผนปรุงอาหารให้เหมาะสม เช่น ทานก่อน หรือแปรรูปเป็นเมนูอื่น ๆ เช่น สมูทตี้ แกง หรือซุป การเรียงอาหารตามวันหมดอายุ (First In, First Out) เป็นเทคนิคที่ช่วยให้ใช้วัตถุดิบได้ครบและลดการทิ้งอาหารที่ยังสามารถบริโภคได้

วิธีลด Food Waste

4. เปลี่ยนเศษอาหารให้เป็นดินอินทรีย์
เศษอาหารที่เหลือสามารถนำไปหมักเป็น ดินอินทรีย์ (Compost) ได้ง่าย ๆ เพียงใส่เศษอาหารลงในถังหมักอินทรีย์หรือถังหมักเศษอาหารที่บ้าน ดินที่ได้จะมีคุณภาพสูง ปลอดสารเคมี และเหมาะสำหรับการปลูกต้นไม้ ผักสวนครัว หรือดอกไม้ การหมักเศษอาหารไม่เพียงลดปริมาณขยะ แต่ยังสร้างประโยชน์ให้กับสวนหรือพื้นที่สีเขียวของคุณ


สำหรับใครที่อยาก จัดการเศษอาหารได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขอแนะนำ Bygge Super Composter เครื่องหมักเศษอาหารอัจฉริยะ ที่ช่วยเปลี่ยนเศษอาหารในบ้านให้กลายเป็นดินอินทรีย์คุณภาพสูงได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับครัวเรือน เป็นอีกหนึ่ง วิธีลด Food Waste Food Waste ที่ช่วยสร้างประโยชน์ให้กับสิ่งแวดล้อมของเราได้

📌 อ่านบล็อคของ Bygge เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์และโซเชียลมีเดียของเรา:

Line OA: https://lin.ee/2HLoHLu

Facebook: https://www.facebook.com/bygge.solutions.thailand/

Instagram: https://www.instagram.com/bygge.solutions/

TikTok: https://www.tiktok.com/@bygge.solutions

Website: https://www.byggesolutions.com/blog

 

Bygge ร่วมงาน Sustainability Expo 2025 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 5 ตุลาคม 2568 Bygge ได้เข้าร่วม Sustainability Expo 2025 มหกรรมด้านความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ งานนี้เป็นเวทีที่รวมองค์กรและนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมจากทั่วเอเชีย พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานทุกกลุ่มเรียนรู้แนวคิดและเทคโนโลยีเพื่อสร้างโลกที่ยั่งยืน

ภายในงาน Bygge ได้นำ เครื่อง Bygge Super Composter ทั้งขนาดครัวเรือนและอุตสาหกรรมของจริงมาโชว์ พร้อม สาธิตวิธีการใช้งาน ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสประสบการณ์ตรงกับ เทคโนโลยีรีไซเคิลและการจัดการขยะ ของเรา ช่วยให้เห็นชัดเจนว่า เศษวัสดุสามารถเปลี่ยนเป็นทรัพยากรใหม่ได้ และสร้างสภาพแวดล้อมที่สะอาด ปลอดภัย และยั่งยืนสำหรับทุกคน

งานนี้ไม่เพียงแต่เป็นโอกาสให้เราได้นำเสนอเทคโนโลยีของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้กับองค์กรและบุคคลที่มีวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืนเหมือนกัน ช่วยต่อยอดแนวคิดใหม่ ๆ ในการพัฒนาเมืองและชุมชนอย่างยั่งยืน

Bygge เชื่อว่า “การสร้างความยั่งยืนเริ่มต้นจากตัวเรา” และเรายินดีที่ได้มีส่วนร่วมในงานสำคัญครั้งนี้ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเพื่อโลกที่ดีขึ้นไปด้วยกัน

📌 ติดตามข่าวสารและกิจกรรมของ Bygge ได้ที่เว็บไซต์และโซเชียลมีเดียของเรา:

Line OA: https://lin.ee/2HLoHLu

Facebook: https://www.facebook.com/bygge.solutions.thailand/

Instagram: https://www.instagram.com/bygge.solutions/

TikTok: https://www.tiktok.com/@bygge.solutions

ค่า OM ตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของดิน

ในโลกของการเกษตรและการดูแลสิ่งแวดล้อม “ดิน” คือหัวใจสำคัญของระบบนิเวศที่ดี เพราะดินที่ดีไม่เพียงช่วยให้พืชเติบโตแข็งแรงเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งเก็บกักน้ำ แร่ธาตุ และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ช่วยรักษาสมดุลของธรรมชาติอีกด้วย หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่บอกถึงคุณภาพของดินก็คือ ค่า OM หรือ Organic Matter (อินทรียวัตถุในดิน) ซึ่งหลายคนอาจยังไม่คุ้นหู แต่มีบทบาทสำคัญกว่าที่คิด

ค่า OM คืออะไร?

 

ค่า OM คือค่าที่บ่งบอกถึงปริมาณ “สารอินทรีย์” ที่มีอยู่ในดิน ซึ่งเกิดจากการย่อยสลายของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ เช่น ใบไม้ที่ร่วงหล่น เศษพืช ซากสัตว์ รวมถึงปุ๋ยหมัก โดยสารอินทรีย์เหล่านี้อุดมไปด้วยจุลินทรีย์ขนาดเล็กที่ช่วยย่อยสลายวัตถุให้กลายเป็นสารอาหารที่พืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้ง่าย

ดินที่มีค่า OM สูงจึงมักจะเป็นดินที่ร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี และเต็มไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งตรงกันข้ามกับดินที่ขาดอินทรียวัตถุซึ่งมักจะแข็ง ขาดอากาศ และไม่สามารถเก็บความชื้นได้

ความสำคัญของค่า OM ต่อระบบนิเวศและการเพาะปลูก

  1. ช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดิน
    อินทรียวัตถุทำให้ดินร่วนซุย ไม่แน่นทึบ ช่วยให้รากพืชสามารถแผ่กระจายและดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้น
  2. ช่วยเก็บน้ำและธาตุอาหารในดิน
    ดินที่มีค่า OM สูงสามารถอุ้มน้ำได้มากขึ้น ลดการชะล้างของแร่ธาตุ และช่วยให้พืชได้รับสารอาหารอย่างต่อเนื่อง
  3. ลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร
    ดินที่มีคุณภาพดีจากอินทรียวัตถุเพียงพอ ช่วยลดความจำเป็นในการพึ่งพาสารเคมี ซึ่งเป็นการเกษตรที่ยั่งยืนมากกว่าในระยะยาว
  4. เพิ่มคุณภาพและผลผลิตของพืช
    การรักษาค่า OM ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมไม่เพียงช่วยให้พืชเติบโตได้ดี แต่ยังทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ค่า OM ของดิน

ในยุคที่ปัญหาขยะอาหาร (Food Waste) กำลังเป็นหนึ่งในประเด็นใหญ่ของโลก การหาวิธีจัดการเศษอาหารอย่างยั่งยืนจึงกลายเป็นเรื่องที่สำคัญ Bygge มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหานี้ด้วยนวัตกรรม Bygge SuperComposter เครื่องย่อยเศษอาหารอัจฉริยะที่สามารถเปลี่ยนเศษอาหารในครัวเรือนให้กลายเป็น “ดินอินทรีย์คุณภาพสูง”

ผลลัพธ์ที่ได้จาก Bygge มีค่า OM สูงถึง 25–30 ซึ่งอยู่ในระดับมาตรฐานตามเกณฑ์ของ กรมวิชาการเกษตร และเหมาะสำหรับใช้บำรุงพืชทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นผักสวนครัว ต้นไม้กระถาง หรือสวนเกษตรขนาดใหญ่การนำดินที่ผลิตจาก Bygge มาใช้ ไม่เพียงช่วยเพิ่มค่าอินทรีย์วัตถุให้กับดินเท่านั้น แต่ยังเป็นการลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และคืนคุณค่าให้กับธรรมชาติอย่างแท้จริง 

📌 ติดตามเรื่องราวดี ๆ และสาระน่ารู้เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์และโซเชียลมีเดียของ Bygge

Line OA: https://lin.ee/2HLoHLu

Facebook: https://www.facebook.com/bygge.solutions.thailand/

Instagram: https://www.instagram.com/bygge.solutions/

TikTok: https://www.tiktok.com/@bygge.solutions

กทม. ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมขยะครั้งใหญ่! เปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง “ขยะ” ของคนกรุงเทพฯ

กทม. ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมขยะครั้งใหญ่! เปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง “ขยะ” ของคนกรุงเทพฯ

ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของคนกรุงเทพฯ เมื่อกรุงเทพมหานครได้เริ่มจัดเก็บ ค่าธรรมเนียมขยะอัตราใหม่ อย่างเป็นทางการแล้ว ภายใต้ ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องค่าธรรมเนียมการให้บริการในการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย พ.ศ. 2568 ซึ่งมีการปรับเพิ่มอัตราการเก็บค่าขยะ เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการจัดเก็บและการกำจัดขยะในปัจจุบันที่เพิ่มสูงขึ้น

โดยอัตราใหม่แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้ 👇

  1. กลุ่มที่ 1: บ้านเรือนทั่วไป

    • สำหรับครัวเรือนที่มีปริมาณขยะไม่เกิน 20 ลิตรต่อวัน

    • ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมขยะจากเดิม เดือนละ 20 บาท → เดือนละ 60 บาท

  2. กลุ่มที่ 2: ร้านค้าและผู้ประกอบการรายย่อย

    • สำหรับผู้ที่มีปริมาณขยะเกิน 20 ลิตร แต่ไม่เกิน 1 ลูกบาศก์เมตร

    • ปรับขึ้นจากเดิม หน่วยละ 40 บาท → หน่วยละ 120 บาทต่อเดือน

  3. กลุ่มที่ 3: อาคารพักอาศัยรวมและผู้ประกอบการรายใหญ่

    • สำหรับผู้ที่มีปริมาณขยะตั้งแต่ 1 ลูกบาศก์เมตรขึ้นไป

    • ปรับขึ้นจากเดิม หน่วยละ 2,000 บาท → หน่วยละ 8,000 บาทต่อเดือน

การปรับอัตราครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ประชาชน ตระหนักถึงต้นทุนของการจัดการขยะ และหันมาแยกขยะอย่างถูกวิธีมากขึ้น เพราะในแต่ละวัน กรุงเทพฯ ต้องจัดการขยะมูลฝอยกว่า 8,000 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นขยะเปียกและขยะอินทรีย์จากครัวเรือนที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้


“บ้านนี้ไม่เทรวม” ทางเลือกใหม่ ลดขยะ ลดค่าใช้จ่าย

เพื่อลดภาระค่าธรรมเนียมและสร้างพฤติกรรมใหม่ในการแยกขยะอย่างถูกต้อง กรุงเทพมหานครได้เปิดตัวโครงการ “บ้านนี้ไม่เทรวม : แยกขยะลดค่าธรรมเนียม” โดยเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมผ่านแอปพลิเคชัน BKK WASTE PAY สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพื่อใช้งานได้แล้ว ทั้งในระบบ IOS และระบบ Android (ระบบ IOS :https://u.bangkok.go.th/Appbkkwastepay ระบบ Android : https://u.bangkok.go.th/Wastepayforandroid)

เพียงแค่แยกขยะตั้งแต่ต้นทาง และนำขยะรีไซเคิลหรือขยะอินทรีย์ไปจัดการอย่างถูกวิธี ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิ์ลดค่าธรรมเนียมขยะ เหลือเพียง 20 บาทต่อเดือน สำหรับกลุ่มบ้านเรือนทั่วไปที่มีขยะไม่เกิน 20 ลิตรต่อวัน

ส่วนผู้ที่มีขยะเกินกว่า 20 ลิตรต่อวัน เช่น ร้านค้า หรืออาคารพักอาศัยรวม ก็สามารถลดค่าธรรมเนียมได้เช่นกัน หากมีการแยกขยะและลดปริมาณขยะที่ต้องทิ้งอย่างต่อเนื่อง


การปรับอัตราค่าธรรมเนียมในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย แต่เป็น จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรม เพื่อให้คนกรุงเทพฯ หันมามอง “ขยะ” ในมุมใหม่ — ขยะที่แยกได้คือทรัพยากรที่มีค่า

เพราะทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการลดขยะต้นทางได้ ไม่ว่าจะเป็นการแยกขยะอินทรีย์ ขยะรีไซเคิล หรือขยะอันตรายออกจากกัน การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ เหล่านี้จะช่วยให้กรุงเทพฯ ก้าวสู่ เมืองสีเขียวที่สะอาด ยั่งยืน และน่าอยู่มากขึ้นในอนาคต

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก: สำนักงานประชาสัมพันธ์กรุงเทพมหานคร BMA Data Center

Smart Home Must-Have Items ไอเท็มอัจฉริยะที่ควรมีติดบ้าน

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน “บ้านอัจฉริยะ” หรือ Smart Home กลายเป็นไลฟ์สไตล์ที่หลายคนเลือกใช้ เพราะช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย ประหยัดเวลา และทำให้บ้านน่าอยู่ขึ้นกว่าเดิม มาดูกันว่าอุปกรณ์สมาร์ทโฮมชิ้นไหนบ้างที่ถือว่า Must-Have Items สำหรับบ้านยุคใหม่

หุ่นยนต์ดูดฝุ่น (Robot Vacuum)

หนึ่งในอุปกรณ์สมาร์ทโฮมยอดนิยม ช่วยทำความสะอาดได้แบบอัตโนมัติ สามารถเข้าถึงได้ทุกซอกทุกมุมโดยไม่ต้องออกแรงเอง ให้คุณประหยัดทั้งแรงและเวลา เหมาะสำหรับคนเมืองที่มีชีวิตเร่งรีบ

เครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier)

คุณภาพอากาศในบ้านเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เครื่องฟอกอากาศช่วยบำบัดอากาศให้สะอาด ปราศจากฝุ่น PM2.5 และสารก่อภูมิแพ้ ทำให้หายใจได้สบายขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นยังควบคุมได้ง่ายผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ เหมาะสำหรับบ้านที่ใส่ใจสุขภาพ

เครื่องย่อยขยะเศษอาหาร Bygge Super Composter

สำหรับสายรักษ์โลก Bygge Super Composter คือไอเท็มที่ตอบโจทย์ที่สุด เพราะสามารถย่อยเศษอาหารให้กลายเป็นดินอินทรีย์ ใช้งานง่าย ไร้กลิ่นกวนใจ และไม่ต้องทำความสะอาดบ่อย ๆ นอกจากช่วยลดปริมาณขยะแล้ว ยังได้ดินกลับมาใช้ปลูกต้นไม้หรือผักสวนครัวต่อได้อีกด้วย

การเลือกอุปกรณ์ Smart Home ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มความสะดวกสบาย แต่ยังช่วยให้บ้านของคุณสะอาด ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หากคุณกำลังมองหาวิธี ยกระดับบ้านให้เป็นบ้านอัจฉริยะ ไอเท็มเหล่านี้คือสิ่งที่ควรมีติดบ้านอย่างยิ่ง

Bygge Bonsai Workshop 2025

Bygge Bonsai Workshop 2025

ร่วมสัมผัสศิลปะและความยั่งยืนไปพร้อมกัน

Bygge Bonsai Workshop

เมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา Bygge ได้จัดกิจกรรม Bygge Bonsai Workshop 2025 เวิร์กช็อปสุดพิเศษที่ชวนผู้เข้าร่วมมาสัมผัสเสน่ห์ของศิลปะการจัดบอนไซอย่างใกล้ชิด ทุกคนได้เรียนรู้วิธีจัดแต่งและขึ้นรูปต้นไม้ด้วยเทคนิคการดัดลวด พร้อมสอดแทรกแนวคิดเรื่องการดูแลธรรมชาติอย่างยั่งยืน

Bygge Solutions ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน Open Market: USE LOOP REPEAT – BETTER LOOK MARKET มหกรรมแห่งความยั่งยืนที่รวมทั้งแฟชั่น งานคราฟต์ และไลฟ์สไตล์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งเดือนกันยายน ภายในงานเต็มไปด้วยผู้คนที่มีใจรักในแนวทางการใช้ชีวิตที่คิดถึงโลกและสังคมไปพร้อมกัน

ความพิเศษของ Bygge Bonsai Workshop

สิ่งที่ทำให้ Bygge Bonsai Workshop ครั้งนี้แตกต่าง คือการเชื่อมโยงความงามของต้นไม้เข้ากับการจัดการสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับ Bygge Super Composter ที่เปลี่ยนเศษอาหารในทุก ๆ วันให้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง เวิร์กช็อปบอนไซก็เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่ตอกย้ำว่าการกระทำเล็ก ๆ อย่างการดูแลต้นไม้หนึ่งต้น สามารถสะท้อนถึงความใส่ใจในอนาคตของโลกได้

ผู้เข้าร่วมไม่เพียงได้ต้นไม้สวย ๆ กลับบ้าน แต่ยังได้แรงบันดาลใจกลับไปด้วย ว่าศิลปะและความยั่งยืนสามารถอยู่ร่วมกันได้ และเริ่มต้นได้จากสิ่งเล็ก ๆ รอบตัวเรา

✨ Bygge ขอขอบคุณผู้เข้าร่วมทุกท่าน ที่มาร่วมสร้างบรรยากาศอบอุ่นและเต็มไปด้วยพลังบวกในกิจกรรม Bygge Bonsai Workshop ครั้งนี้ แล้วพบกันใหม่ในกิจกรรมต่อ ๆ ไปที่จะทำให้การใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนเป็นเรื่องใกล้ตัวมากยิ่งขึ้น 💚

📌 ติดตามข่าวสารและกิจกรรมของ Bygge ได้ที่เว็บไซต์และโซเชียลมีเดียของเรา:

Line OA: https://lin.ee/2HLoHLu

Facebook: https://www.facebook.com/bygge.solutions.thailand/

Instagram: https://www.instagram.com/bygge.solutions/

TikTok: https://www.tiktok.com/@bygge.solutions

Website: https://www.byggesolutions.com/blog

แยกขยะอย่างไรให้ถูกวิธี เมื่อซื้อข้าวกล่องหรืออาหารเดลิเวอรี?

ทุกวันนี้ “ข้าวกล่อง” และ “อาหารเดลิเวอรี” กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนเมืองไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมื้อเที่ยงระหว่างทำงาน หรือมื้อเย็นที่อยากทานอะไรสะดวก ๆ รวดเร็ว แต่สิ่งที่มาพร้อมกับความสะดวกเหล่านี้คือ “บรรจุภัณฑ์ใช้ครั้งเดียว” ซึ่งถ้าเราไม่ แยกขยะ และ จัดการให้ถูกวิธี ของที่สามารถรีไซเคิลได้ก็อาจต้องกลายเป็นขยะทั่วไปโดยเปล่าประโยชน์ และเพิ่มภาระให้กับสิ่งแวดล้อมโดยไม่รู้ตัว

ในความเป็นจริง การแยกขยะจากอาหารเดลิเวอรีไม่ใช่เรื่องยากเลย หากเราเข้าใจหลักการเล็ก ๆ และใส่ใจในรายละเอียดเพียงนิดเดียว 👇

แยกขยะ
1. กล่องอาหารพลาสติก
กล่องพลาสติกส่วนใหญ่สามารถรีไซเคิลได้ แต่ปัญหาหลักคือ “คราบน้ำมัน” และ “เศษอาหาร” ที่ติดอยู่ เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้กระบวนการรีไซเคิลทำได้ยากขึ้นหรือไม่ได้เลย พลาสติกที่สกปรกจะทำให้คุณภาพของวัสดุรีไซเคิลลดลง และกลายเป็นขยะทั่วไปในที่สุด หากเป็นกล่องที่สามารถล้างได้ง่าย เช่น กล่องใส่อาหารแห้ง หรือไม่มันมาก แนะนำให้ล้างทำความสะอาดและตากให้แห้งก่อนแยกลงถังรีไซเคิล แต่หากเป็นกล่องที่มีคราบน้ำมันหนา หรือพลาสติกเคลือบฟอยล์ที่ล้างไม่ออก ควรทิ้งรวมกับขยะทั่วไปแทน เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของวัสดุรีไซเคิลอื่น ๆ

แยกขยะ2. อุปกรณ์พลาสติก (ช้อน ส้อม หลอด)

แม้อุปกรณ์เหล่านี้จะมีขนาดเล็ก แต่หากรวมกันหลายชิ้นก็กลายเป็นขยะจำนวนมหาศาลได้เช่นกัน หากอุปกรณ์พลาสติกยังอยู่ในสภาพดีและสามารถล้างให้สะอาด ควรแยกไว้ในถังรีไซเคิล เพราะสามารถนำไปหลอมใช้ใหม่ได้ แต่หากช้อนหรือหลอดนั้นเปื้อนมาก แตกหัก หรือมีขนาดเล็กจนไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้จริง ก็ควรทิ้งในถังขยะทั่วไป และในระยะยาว เราอาจเริ่มจากการ “ปฏิเสธ” อุปกรณ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว โดยพกช้อนส้อมส่วนตัวแทน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยลดขยะได้อย่างยั่งยืน

แยกขยะ

3. เศษอาหาร

เศษอาหารคือหนึ่งในขยะที่มีปริมาณมากที่สุดในแต่ละวัน และหลายครั้งมักถูกทิ้งรวมไปกับขยะทั่วไป ทั้งที่จริงแล้วมันสามารถถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการทำปุ๋ยหมัก หรือการนำไปผลิตพลังงานชีวภาพ หากจัดเก็บแยกไว้ตั้งแต่ต้นทางก็จะช่วยลดภาระของระบบจัดการขยะลงได้อย่างมหาศาล

ในบ้านของเราเองก็สามารถเริ่มได้ง่าย ๆ เช่น แยกขยะ เศษอาหารออกจากบรรจุภัณฑ์ก่อนทิ้ง หรือใช้เทคโนโลยีที่ช่วยจัดการได้สะดวกขึ้น เช่น Bygge Super Composter เครื่องย่อยเศษอาหารอัจฉริยะที่เปลี่ยนของเหลือจากมื้ออาหารให้กลายเป็นดินอินทรีย์คุณภาพสูงภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ดินที่ได้ยังสามารถนำไปปลูกต้นไม้ หรือปรับสภาพดินในสวนได้จริง เรียกได้ว่าขยะจากมื้ออาหารกลายเป็นทรัพยากรใหม่ให้ธรรมชาติได้หมุนเวียนอีกครั้ง


เพียงแค่ใส่ใจขั้นตอนเล็ก ๆ อย่างการ ล้าง แยก และจัดการอย่างถูกวิธี ข้าวกล่องหนึ่งมื้อก็สามารถเป็น “มื้อแห่งการเปลี่ยนแปลง” ที่ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อทุกบ้านร่วมมือกันทำ แม้เพียงวันละนิด โลกของเราก็จะสะอาดขึ้นทีละก้าว — และทุกมื้อที่เราทาน จะไม่เหลือเพียงขยะ แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนจริง ๆ

📌 อ่านบล็อคของ Bygge เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์และโซเชียลมีเดียของเรา:

Line OA: https://lin.ee/2HLoHLu

Facebook: https://www.facebook.com/bygge.solutions.thailand/

Instagram: https://www.instagram.com/bygge.solutions/

TikTok: https://www.tiktok.com/@bygge.solutions

Website: https://www.byggesolutions.com/blog

 

จุลินทรีย์: ผู้ช่วยตัวจริงที่อยู่รอบตัวเรา

จุลินทรีย์: ผู้ช่วยตัวจริงที่อยู่รอบตัวเรา

เวลาเราพูดถึงคำว่า “จุลินทรีย์” หลายคนอาจนึกถึงสิ่งมีชีวิตเล็กจิ๋วที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า บางคนอาจรู้สึกว่าเป็นสิ่งสกปรกหรือเป็นเชื้อโรค แต่ความจริงแล้ว จุลินทรีย์ไม่ได้มีแค่ด้านร้าย เพราะพวกมันคือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มีบทบาทสำคัญในทุกระบบของโลก ตั้งแต่ในดิน ในน้ำ ในอากาศ ไปจนถึงในร่างกายของเราเอง

จุลินทรีย์คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ?

จุลินทรีย์ (Microorganisms) คือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมากจนต้องใช้กล้องจุลทรรศน์จึงจะมองเห็นได้ ประกอบไปด้วยหลากหลายกลุ่ม เช่น แบคทีเรีย รา โปรโตซัว และสาหร่ายขนาดเล็ก สิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีอยู่ทุกที่บนโลกและเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบนิเวศให้สมดุล

ลองนึกภาพว่าหากวันหนึ่งบนโลกนี้ไม่มีจุลินทรีย์เลย — ซากพืช ซากสัตว์ และของเสียต่าง ๆ จะไม่ถูกย่อยสลาย โลกจะเต็มไปด้วยกองขยะอินทรีย์ที่ไม่สามารถหายไปได้ และสารอาหารในธรรมชาติก็จะไม่ถูกหมุนเวียนกลับคืนสู่ดินอีกต่อไป วงจรชีวิตในธรรมชาติจึงจะหยุดชะงัก เพราะจุลินทรีย์คือ “ผู้จัดการระบบนิเวศ” ตัวจริงที่ทำให้โลกยังคงดำเนินต่อไปได้

จุลินทรีย์กับอาหาร: เบื้องหลังรสชาติและสุขภาพ

แม้เราจะมองไม่เห็น แต่จุลินทรีย์อยู่เบื้องหลังอาหารหลายอย่างที่เราคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่โยเกิร์ต นมเปรี้ยว กิมจิ มิโสะ ไปจนถึงซอสถั่วเหลือง ล้วนต้องอาศัยจุลินทรีย์ในกระบวนการหมัก (Fermentation) เพื่อสร้างรสชาติ กลิ่น และเนื้อสัมผัสเฉพาะตัว

นอกจากเพิ่มความอร่อยแล้ว จุลินทรีย์เหล่านี้ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น ช่วยปรับสมดุลลำไส้ เสริมภูมิคุ้มกัน และช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ดังนั้น ครั้งหน้าที่คุณหยิบโยเกิร์ตสักถ้วยขึ้นมา ลองนึกถึง “เพื่อนตัวจิ๋ว” เหล่านี้ที่ทำงานอยู่เบื้องหลังสิ

จุลินทรีย์กับสิ่งแวดล้อม: ผู้ช่วยฟื้นคืนพลังให้โลก

จุลินทรีย์ไม่ได้มีดีแค่ในอาหาร แต่ยังมีบทบาทยิ่งใหญ่ต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในกระบวนการย่อยสลายเศษอินทรีย์ เมื่อเศษอาหาร ใบไม้ หรือซากพืชถูกทิ้งลงในดิน จุลินทรีย์จะเริ่มทำงานทันที เพื่อเปลี่ยนของเหล่านี้ให้กลายเป็นสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืช

หากไม่มีจุลินทรีย์ โลกของเราจะกลายเป็นที่สะสมของขยะอินทรีย์จำนวนมหาศาล แต่เพราะมีจุลินทรีย์เป็น “ทีมรีไซเคิลธรรมชาติ” จึงทำให้สิ่งที่เรามองว่าเป็นของเสีย กลับกลายเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าได้อีกครั้ง


ในปัจจุบัน จุลินทรีย์ถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การผลิตยา การทำเกษตรอินทรีย์ ไปจนถึงการจัดการขยะอย่างยั่งยืน หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือ Bygge SuperBact — ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์คุณภาพสูงที่คัดสรรมาเฉพาะสำหรับการย่อยเศษอาหาร

SuperBact ช่วยเร่งกระบวนการย่อยสลายเศษอาหารในครัวเรือนให้เร็วขึ้นหลายเท่า เปลี่ยนขยะที่เคยส่งกลิ่นหรือสร้างมลพิษให้กลายเป็นดินอินทรีย์คุณภาพดีภายในเวลาไม่นาน ดินที่ได้ยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่พืชต้องการ ช่วยให้ต้นไม้แข็งแรง โตไว และมีภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้นตามธรรมชาติ

จุลินทรีย์ SuperBact

แม้จุลินทรีย์จะเล็กจนมองไม่เห็น แต่บทบาทของมันกลับยิ่งใหญ่และครอบคลุมทุกมิติของชีวิต ตั้งแต่การทำให้อาหารอร่อย การดูแลสุขภาพของเรา ไปจนถึงการรักษาสมดุลของระบบนิเวศโลก การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับจุลินทรีย์อย่างเข้าใจและนำพลังของมันมาใช้ในทางที่ถูกต้อง ไม่เพียงช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้น แต่ยังเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างโลกที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป

📌 อ่านบทความน่ารู้เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์และโซเชียลมีเดียของเรา:

Line OA: https://lin.ee/2HLoHLu

Facebook: https://www.facebook.com/bygge.solutions.thailand/

Instagram: https://www.instagram.com/bygge.solutions/

TikTok: https://www.tiktok.com/@bygge.solutions

Website: https://www.byggesolutions.com/blog

ไอเดียแต่งบ้านรักษ์โลก: เปลี่ยนบ้านให้สวยและยั่งยืนแบบมีสไตล์

5 ไอเดียแต่งบ้านรักษ์โลก: เปลี่ยนบ้านให้สวยและยั่งยืนแบบมีสไตล์

ในยุคที่ผู้คนหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การตกแต่งบ้านไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความสวยงามหรือการจัดวางเฟอร์นิเจอร์อีกต่อไป แต่ยังสะท้อนวิถีชีวิตที่ใส่ใจความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจน ของตกแต่งบ้านที่เลือกใช้วัสดุธรรมชาติ วัสดุรีไซเคิล หรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับโลก ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น น่าอยู่ และเต็มไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับบ้านของเรา

ไม่ว่าคุณจะเริ่มจากการปรับเปลี่ยน เฟอร์นิเจอร์ หรือของตกแต่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง การนำแนวคิดรักษ์โลกมาประยุกต์ใช้ในบ้านช่วยให้เราเรียนรู้ที่จะใช้ทรัพยากรอย่างมีสติ สร้างความคุ้มค่า และยังส่งต่อไลฟ์สไตล์ยั่งยืนให้กับสมาชิกในครอบครัวได้อีกด้วย ลองมาดู 5 ไอเดียแต่งบ้านรักษ์โลก ที่สามารถนำไปปรับใช้จริง ทำให้บ้านของคุณสวยและเป็นมิตรต่อโลกไปพร้อม ๆ กัน

แต่งบ้านรักษ์โลกด้วยต้นไม้ฟอกอากาศในบ้าน

1. ต้นไม้ฟอกอากาศ

ต้นไม้ไม่ใช่เพียงแค่ของตกแต่งที่ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้มุมบ้าน แต่ยังเป็น “เครื่องฟอกอากาศธรรมชาติ” ที่สามารถช่วยลดฝุ่นละอองและสารเคมีที่ลอยอยู่ในอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้บ้านของคุณเป็นพื้นที่ที่ทั้งสวยงามและปลอดภัยต่อสุขภาพ ต้นไม้ยอดนิยมที่คนมักปลูก เช่น

  • เดหลี (Peace Lily) ช่วยดูดซับสารพิษในอากาศ เช่น เบนซีน และฟอร์มาลดีไฮด์ เหมาะกับการวางในห้องนอนหรือห้องนั่งเล่น
  • ลิ้นมังกร (Snake Plant) ปล่อยออกซิเจนในเวลากลางคืน จึงเหมาะสำหรับห้องนอน ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น
  • พลูด่าง (Pothos) ปลูกง่าย โตเร็ว ทนต่อแสงน้อย ทำให้ห้องมุมอับมีชีวิตชีวา
  • ยางอินเดีย (Ficus elastica) ใบหนาเงางาม ไม่เพียงเพิ่มความสวยงาม แต่ยังช่วยดูดซับสารพิษและฟอร์มาลดีไฮด์

การจัดวางต้นไม้ฟอกอากาศให้เหมาะสมกับแต่ละมุมบ้าน นอกจากช่วยฟอกอากาศแล้ว ยังช่วยสร้างบรรยากาศที่สงบและผ่อนคลาย เพิ่มความสดชื่นให้ทุกครั้งที่มองเห็นและสัมผัส

 

แต่งบ้านรักษ์โลกด้วยผ้าม่านจากเส้นใยธรรมชาติ

2. ผ้าม่านจากเส้นใยธรรมชาติ

ผ้าม่านเป็นหนึ่งในของตกแต่งบ้านที่ส่งผลต่อบรรยากาศโดยรวมอย่างมาก การเลือกผ้าม่านที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น ฝ้ายออร์แกนิก ลินิน ป่าน หรือผ้าไหม นอกจากจะช่วยให้บ้านดูอบอุ่นและหรูหรา ยังมีข้อดีหลายอย่างต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้อยู่อาศัย

  • การผลิตผ้าม่านจากเส้นใยธรรมชาติต้องใช้สารเคมีและพลังงานน้อยกว่าผ้าใยสังเคราะห์ จึงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • เนื้อผ้าระบายอากาศได้ดี ให้สัมผัสนุ่มสบาย ทำให้บรรยากาศในห้องดูโปร่งโล่ง
  • มีความทนทานต่อการใช้งาน และสามารถใช้งานได้นานโดยไม่เสียรูปหรือสีซีดเร็ว

ผ้าม่านธรรมชาติยังสามารถปรับโทนแสงเข้าห้อง ช่วยกรองแสงแดดบางส่วน และทำให้ห้องมีความอบอุ่นและสบายตา การเลือกโทนสีและลวดลายที่เข้ากับเฟอร์นิเจอร์ช่วยเพิ่มสไตล์และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้กับบ้านได้อย่างลงตัว

แต่งบ้านรักษ์โลกด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้

3. เฟอร์นิเจอร์ไม้ยั่งยืน

เฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นตัวเลือกที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น คลาสสิก และเข้ากับบ้านได้หลากหลายสไตล์ แต่การเลือกไม้ที่มี การรับรองความยั่งยืน เช่น FSC หรือ PEFC จะช่วยยืนยันได้ว่าไม้มาจากแหล่งที่มีการจัดการป่าอย่างรับผิดชอบ

  • ไม้สัก ให้ความหรูหรา แข็งแรง และทนทานต่อกาลเวลา
  • ไม้ยางพารา ราคาย่อมเยาและเป็นมิตรต่อผู้เริ่มต้นตกแต่งบ้าน
  • ไม้ไผ่ เป็นวัสดุที่โตเร็ว สามารถปลูกทดแทนได้ง่าย ถือเป็นทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

เฟอร์นิเจอร์ไม้ยั่งยืนไม่เพียงสร้างความสวยงามให้บ้าน แต่ยังมีอายุการใช้งานยาวนาน ทำให้คุณสามารถใช้ได้นานโดยไม่ต้องเปลี่ยนใหม่บ่อย ๆ และยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อเทียบกับการเลือกวัสดุที่ไม่ยั่งยืน

แต่งบ้านรักษ์โลกด้วยวัสดุรีไซเคิล

4. ของแต่งบ้านจากวัสดุรีไซเคิล/อัปไซเคิล

การนำวัสดุเหลือใช้มาสร้างเป็นของแต่งบ้านใหม่ ถือเป็นวิธีที่ทั้งสร้างสรรค์และเป็นมิตรต่อโลก เช่น การทำ ตะกร้า แจกัน หรือเฟอร์นิเจอร์ จากไม้เก่า เหล็ก หรือผ้าเหลือใช้

  • รีไซเคิลและอัปไซเคิล ช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องทิ้งและประหยัดทรัพยากร
  • ของแต่งบ้านที่ได้มักมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเรื่องราวซ่อนอยู่ ทำให้บ้านดูไม่ซ้ำใคร
  • ยังเป็นการสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์และการทำงานแบบคราฟต์ ช่วยให้เกิดการออกแบบที่ยั่งยืน

ไอเดียเหล่านี้ไม่เพียงช่วยประหยัดทรัพยากร แต่ยังทำให้บ้านมีสไตล์และบ่งบอกถึงความใส่ใจสิ่งแวดล้อมของเจ้าของบ้านได้อย่างชัดเจน

แต่งบ้านรักษ์โลกด้วยของตกแต่งบ้านงาน Handmade

5. ของตกแต่งบ้าน Handmade

งานแฮนด์เมดเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยนำ ศิลปะและฝีมือของช่างท้องถิ่น มาเติมเต็มบ้าน เช่น

  • ตะกร้าสานและหมวกจากหวายหรือไม้ไผ่
  • ผ้าทอมือและเครื่องประดับ
  • เซรามิกอย่างแจกันหรือถ้วยชาม

การเลือกใช้ของตกแต่ง Handmade ทำให้ทุกมุมของบ้านมีความอบอุ่น มีความเป็นเอกลักษณ์ และสะท้อนตัวตนของเจ้าของบ้านได้อย่างชัดเจน บ้านที่เต็มไปด้วยของ Handmade จึงไม่ใช่แค่บ้านที่สวย แต่เป็นบ้านที่มีชีวิตชีวา มีความหมาย และยังเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนต่อโลก ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยและผู้มาเยือนสัมผัสได้ถึงความเอาใจใส่ต่อสิ่งแวดล้อมและศิลปวัฒนธรรมในทุก ๆ รายละเอียด


จากไอเดียเหล่านี้ เราจะเห็นได้ชัดว่าการแต่งบ้านอย่างยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความสวยงามหรือความน่าอยู่ของบ้านเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราในทุกมิติ การเลือกต้นไม้ที่ฟอกอากาศได้ดี ไม่เพียงแต่ช่วยเติมความสดชื่นและสีเขียวให้กับมุมต่าง ๆ ของบ้าน แต่ยังทำหน้าที่เป็นตัวกรองสารพิษ ลดฝุ่นละออง และสร้างบรรยากาศที่สดชื่นภายในบ้านได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ในขณะเดียวกัน การเลือกผ้าม่านจากเส้นใยธรรมชาติหรือวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ฝ้ายออร์แกนิก ลินิน หรือผ้าไหม ไม่เพียงแต่ช่วยลดการใช้สารเคมีและพลังงานในการผลิต แต่ยังทำให้บ้านของคุณอบอุ่นและนุ่มนวลเมื่อมองและสัมผัส รวมถึงมีความทนทาน สามารถใช้งานได้นานโดยไม่เสียรูปหรือสีซีดเร็ว

การเลือกเฟอร์นิเจอร์ไม้ยั่งยืนที่มาจากแหล่งที่มีการจัดการป่าอย่างรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นไม้สัก ไม้ยางพารา หรือไม้ไผ่ นอกจากจะช่วยลดผลกระทบต่อทรัพยากรป่าไม้แล้ว ยังเพิ่มมิติความอบอุ่น คลาสสิก และสไตล์ที่เหนือกาลเวลาให้กับบ้านอีกด้วย เฟอร์นิเจอร์เหล่านี้มีอายุการใช้งานยาวนาน สามารถคงคุณค่าและความสวยงามได้หลายปี โดยไม่ต้องเปลี่ยนใหม่บ่อย ๆ ซึ่งช่วยลดการสร้างขยะและลดภาระต่อโลกอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ การนำวัสดุเหลือใช้มาสร้างสรรค์เป็นของตกแต่งบ้าน หรือเลือกซื้อสินค้าที่ทำจากงาน Handmade ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้บ้านของคุณมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ขณะเดียวกันก็สนับสนุนชุมชนท้องถิ่น ลดการใช้พลังงานจากการผลิตในโรงงานขนาดใหญ่ และช่วยลดการขนส่งข้ามประเทศ การเลือกของตกแต่งแบบนี้จึงเป็นการรวมเอาความสวยงาม ความคิดสร้างสรรค์ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า การแต่งบ้านอย่างยั่งยืนเป็นเรื่องที่ครอบคลุมตั้งแต่การเลือกวัสดุ การจัดวางมุมต่าง ๆ ไปจนถึงการสร้างบรรยากาศภายในบ้าน ทุกการตัดสินใจเล็ก ๆ ที่เราเลือกใช้ของตกแต่งที่เป็นมิตรต่อโลก ล้วนเป็นการลดการใช้ทรัพยากรเกินจำเป็น ลดขยะ และส่งเสริมการใช้ชีวิตที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว บ้านที่เต็มไปด้วยต้นไม้ ผ้าม่านและเฟอร์นิเจอร์จากวัสดุธรรมชาติ หรือของตกแต่งที่รีไซเคิลและ Handmade ไม่เพียงแต่สร้างความสุขและความสวยงามให้กับผู้ที่อยู่อาศัย แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความใส่ใจและความรับผิดชอบต่อโลกที่เราอาศัยอยู่🌿✨

รวมเหล่าเซเลบตัวท็อปสายรักษ์โลก

เมื่อพูดถึงไลฟ์สไตล์รักษ์โลก หลายคนอาจนึกถึงนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม แต่รู้ไหมว่าเหล่าคนดังระดับโลกก็เป็นอีกแรงสำคัญที่ผลักดันกระแสนี้เช่นกัน พวกเขาไม่ได้ทำเพื่อภาพลักษณ์หรือชื่อเสียง แต่เพราะอยากสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมให้กับโลกใบนี้

วันนี้ Bygge จะพาไปส่องเซเลบตัวท็อปที่อินกับ Sustainability และใช้ชื่อเสียงของตัวเองเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนนับล้านทั่วโลก

1. Leonardo DiCaprio

Leonardo DiCaprio Foundation | Benefit Auction | Sotheby's

หลายคนอาจรู้จัก Leonardo DiCaprio ในฐานะนักแสดงฮอลลีวูดระดับตำนาน แต่สิ่งที่ทำให้เขาโดดเด่นไม่แพ้กันคือการเป็นหนึ่งใน นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดของโลก

  • ปี 1998 เขาก่อตั้ง Leonardo DiCaprio Foundation เพื่อมุ่งเน้นการฟื้นฟูระบบนิเวศและแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ

  • บริจาคเงินหลายล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนองค์กรและโครงการด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลก

  • ได้รับเกียรติให้ทำหน้าที่เป็น ตัวแทนพิเศษของสหประชาชาติ (UN) ในประเด็น Climate Change

 

2. Emma Watson

At 30, Emma Watson Is Hollywood's Queen of Ethical Dressing | Vogue

นอกจากบทบาทการแสดงที่น่าจดจำ Emma Watson ยังเป็นหนึ่งในคนดังที่ใช้เสียงของตัวเองผลักดันวงการแฟชั่นให้ก้าวไปสู่ความยั่งยืน

  • ทุกชุดที่เธอสวมบนพรมแดง ล้วนทำจาก วัสดุรักษ์โลกและผ่านการผลิตอย่างมีจริยธรรม

  • เธอมักใช้โอกาสสำคัญในการ โปรโมท Sustainable Fashion ควบคู่ไปกับผลงานการแสดง

  • Emma ส่งเสริมให้แฟนคลับและผู้ติดตามหันมาเลือก แต่งตัวอย่างมีจริยธรรมอยู่เสมอ

 

3. Angelina Jolie

Angelina Jolie's Reveals Sustainable Fashion Venture – One Green Planet

Angelina Jolie ไม่ได้เป็นเพียงนักแสดงระดับโลก แต่ยังเป็นผู้หญิงที่ยืนหยัดเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

  • ก่อตั้ง Atelier Jolie แบรนด์แฟชั่นที่เน้นความยั่งยืน ไม่ผลิตเสื้อผ้าแบบ mass production

  • ผลักดันแนวคิดแฟชั่นอย่างมีสติ ที่ให้คุณค่ากับงานฝีมือและการสร้างสรรค์

  • ทำงานด้านมนุษยธรรมกับ UNHCR ตั้งแต่ปี 2001 สนับสนุนและช่วยเหลือผู้ลี้ภัยมากว่า 20 ปี

 

4. Alicia Silverstone

Alicia Silverstone's Sustainable Home Garden Is a Vegan Food Paradise | VegNews

Alicia Silverstone นักแสดงที่โด่งดังจากเรื่อง Clueless ใช้ชีวิตแบบใส่ใจโลกและสุขภาพ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่

  • ผันตัวเป็นมังสวิรัติเต็มตัวตั้งแต่ปี 1998 และเขียนหนังสือทำอาหารมังสวิรัติไปแล้ว 2 เล่ม
  • อาศัยอยู่ในบ้านที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน
  • เคยเปิดตัวผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางออร์แกนิก แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้กับผู้คนและโลก

 

5. Prince William

New Prince William Pictures Caught My Eye - PureWow

Prince William ใช้บทบาทของตัวเองไม่เพียงแค่ในราชสำนัก แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและนวัตกรรม เพื่อสร้างโลกที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป เขาสนับสนุนมูลนิธิ Earthshot Prize ซึ่งมอบรางวัลแก่โครงการสร้างสรรค์เพื่อความยั่งยืน ตั้งแต่แบตเตอรี่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทางเลือกใหม่แทนพลาสติก ไปจนถึงเตาประหยัดพลังงาน

จากไลฟ์สไตล์รักษ์โลกของเหล่าเซเลบเหล่านี้ เราได้เห็นว่าการใช้ชีวิตอย่างใส่ใจโลกไม่ใช่เรื่องยาก  ไม่ว่าจะเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ หรือแนวคิดใหม่ ๆ ก็สามารถสร้างแรงกระเพื่อมได้ในแบบของเราเอง ลองนำไอเดียเหล่านี้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน แล้วมาร่วมเปลี่ยนโลกไปด้วยกัน!